ที่มาของร่างกฎหมายฉบับนี้
ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จัดทำโดย วิทยาลัยการนิติบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า เพื่อใช้ประกอบการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย (5 มีนาคม 2569) มีเป้าหมายหลักคือ รวมกฎหมายขยะที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายฉบับให้เป็นกฎหมายฉบับเดียว และปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการขยะของประเทศจากต้นจนจบ
ปัญหาที่ต้องการแก้ไข
ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับขยะกระจายอยู่หลายฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งล้าสมัยและขาดความเป็นเอกภาพ ร่างกฎหมายฉบับนี้จะยกเลิกทั้งสองฉบับและแทนที่ด้วยกฎหมายฉบับเดียวที่ครอบคลุมกว่า
หลักการสำคัญ 6 ข้อ
ร่างกฎหมายนี้ยึดหลักการบริหารจัดการขยะสมัยใหม่ 6 ประการ ได้แก่
1. EPR — ผู้ผลิตรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตสินค้า ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย ต้องรับผิดชอบต่อการจัดการซากผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค ไม่ใช่ภาระของ อปท. หรือประชาชนเพียงฝ่ายเดียว
2. Circular Economy — เศรษฐกิจหมุนเวียน ส่งเสริมการออกแบบสินค้าให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และระบบรีไซเคิลอย่างครบวงจร
3. Polluter Pays — ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ค่าธรรมเนียมการจัดการขยะต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและแปรตามปริมาณขยะที่สร้าง
4. การมีส่วนร่วมของประชาชน ประชาชนมีสิทธิออกเสียงประชามติเรื่องการจัดการขยะในพื้นที่ และมีสิทธิฟ้องคดีเมื่อ อปท. ละเลยหน้าที่
5. รัฐ-เอกชนร่วมลงทุน (PPP) เปิดให้ อปท. จับมือภาคเอกชนพัฒนาระบบและเทคโนโลยีจัดการขยะ
6. เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Instruments) ใช้มาตรการทางการเงิน ภาษี และแรงจูงใจเพื่อปรับพฤติกรรมผู้ก่อขยะ
โครงสร้างใหม่: สำนักงานบริหารจัดการขยะมูลฝอยแห่งชาติ
จัดตั้ง สำนักงานบริหารจัดการขยะมูลฝอยแห่งชาติ เป็นนิติบุคคลอิสระ ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอำนาจหน้าที่หลัก ได้แก่
- จัดทำแผนยุทธศาสตร์ขยะแห่งชาติ 5 ปี เสนอ ครม. - พัฒนาและบริหารฐานข้อมูลกลางด้านขยะของประเทศ - รับรองและขึ้นทะเบียนระบบและเทคโนโลยีจัดการขยะ - กำกับดูแลและสนับสนุน อปท. ทั่วประเทศ
กองทุนเพื่อการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน
จัดตั้ง กองทุน เป็นนิติบุคคลอิสระ มีแหล่งรายได้หลักจาก เงินบำรุง 2% ของภาษีสุราและยาสูบ โดยกรมสรรพสามิตเป็นผู้เรียกเก็บ รายได้ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน และนำไปสนับสนุน อปท. ที่ขาดงบประมาณ รวมถึงชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการจัดการขยะที่ไม่ได้มาตรฐาน
อปท. คือหัวใจหลัก
กฎหมายนี้กระจายอำนาจให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการบริหารจัดการขยะทุกประเภทในพื้นที่ ทั้ง
- ขยะชุมชนทั่วไป - ขยะอันตรายชุมชน (แบตเตอรี่ หลอดไฟ สารเคมี) - ขยะติดเชื้อ - ขยะจากสถานประกอบการ
อปท. มีอำนาจออกข้อบัญญัติท้องถิ่น เก็บค่าธรรมเนียม บังคับโทษ และจับมือเอกชนได้โดยตรง โดยรัฐส่วนกลางทำหน้าที่สนับสนุน ไม่ใช่ออกคำสั่ง
หน้าที่ของประชาชนและผู้ประกอบการ
ประชาชน ต้องคัดแยกขยะตามที่ อปท. กำหนด ห้ามเผาหรือทิ้งในที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และร่วมมือกับ อปท. ในโครงการลดขยะ
ผู้ประกอบการ ต้องออกแบบสินค้าให้รีไซเคิลได้ รับคืนซากผลิตภัณฑ์ บันทึกและรายงานปริมาณขยะ และห้ามนำขยะอันตรายทิ้งปนกับขยะทั่วไป
กระบวนการบังคับใช้และบทลงโทษ
เน้น มาตรการก่อนการบังคับใช้ เช่น การเจรจาไกล่เกลี่ย และหนังสือเตือน เพื่อรักษาความสมานฉันท์ในชุมชน ก่อนจะใช้โทษปรับทางปกครอง โดยหลีกเลี่ยงโทษทางอาญาให้มากที่สุด
บทเฉพาะกาล: โอนอำนาจสู่ อปท.
เมื่อกฎหมายบังคับใช้ (365 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา) อำนาจหน้าที่ด้านขยะทั้งหมดที่เคยเป็นของราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะถ่ายโอนสู่ อปท. ทันที
